บพค. ตอกย้ำบทบาทเป็น “ตัวเร่งเชิงระบบ” ยกระดับภาคีเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์เชิงพันธกิจ (Mission-driven science) รับมือการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค ภายในงาน ‘Asia Impact Forum 2026’ ร่วมกับ Asia Science Mission และ Future Earth Thailand

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) ภายใต้การนำของ ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ บพค. และ ดร.จิตติ มังคละศิริ ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการ บพค. ร่วมกับ Asia Science Mission และภาคีวิจัย Future Earth Thailand จัดงานประชุมเสวนาวิชาการ Asia Impact Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Unleashing Science for Southeast Asia: Water, Air Quality and Disaster Resilience” เพื่อร่วมกันสร้างความร่วมมือเชิงพันธกิจในการกำหนดกระบวนทัศน์การตอบสนองต่อวิกฤติการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงในเอเชีย โดยระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ทั้งหน่วยงานด้านการเงิน การจัดทำนโยบาย สถาบันอุดมศึกษา จากภาครัฐและเอกชน ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม 1 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 130 คน
ภายในงานฯ ได้รับเกียรติจาก Dr. Anik Bhaduri ผู้อำนวยการ Asia Science Mission (ASM) ได้กล่าวต้อนรับ และได้ชี้แจงถึงเป้าหมายของการจัดงานประชุมที่มุ่งเน้นการสร้างความสอดคล้อง (Alignment) สัญญาณการเรียนรู้ และเส้นทางสู่การปฏิบัติ ซึ่งต้องอาศัยการใช้วิทยาศาสตร์ การสนับสนุนเชิงนโยบาย และความร่วมมือจากภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและการพัฒนาที่นำไปสู่ความยั่งยืน

ดร.ณิรวัฒน์ฯ ได้กล่าวแสดงการต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Regional Enabling Conditions” ซึ่งได้เน้นย้ำว่าวิทยาศาสตร์อย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่ถูกแปลผล สร้างความสอดคล้อง และส่งมอบผ่านกลไกนโยบายที่ทำงานได้จริง และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ใช่ “ปัญหาเชิงเดี่ยว” แต่เป็น “ความท้าทายเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านน้ำ คุณภาพอากาศ หรือความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ ซึ่งล้วนมีผลกระทบข้ามพรมแดนระหว่างประเทศในภูมิภาค
ทั้งนี้ ดร.ณิรวัฒน์ฯ ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาการวิเคราะห์การปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกก โดยใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอน ซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในการอภิปรายระดับคณะกรรมาธิการในรัฐสภา เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรณีตัวอย่างนี้สะท้อนบทบาทของ Mission-oriented Science หรือวิทยาศาสตร์เชิงพันธกิจ ได้อย่างชัดเจน ที่ไม่เพียงผลิตองค์ความรู้ แต่ช่วยลดความไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของภาครัฐและนักลงทุน
“PMU-B หรือ บพค. ในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนที่มุ่งขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบเป้าหมายอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่แก้ปัญหาทางสังคมเพื่อสร้างโอกาสและตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศ วางบทบาทของตนเองเป็น “ตัวเร่งระบบ” (System Catalyst) ที่เชื่อมโยงทุนวิจัย เทคโนโลยีขั้นสูง และความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) ระดับนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบอย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ณิรวัฒน์ฯ กล่าวเสริมปิดท้าย

การประชุมเสวนาครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก H.E. Mr. Faiyaz Murshid Kazi เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย กล่าวขึ้นปาฐกถาพิเศษถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบรรเทาปัญหาด้านสาธารณสุขของประชาชน และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของสังคมผ่านความร่วมมือเชิงนโยบายและระดับพื้นที่ โดยกล่าวเน้นย้ำว่าท่ามกลางโลกที่เผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์ต้องเป็นรากฐานของการกำหนดนโยบาย การเงิน และการคุ้มครองสุขภาวะของประชาชน โดยเฉพาะการรับมือโรคเขตร้อน ภาวะน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มขยายตัวตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และยังชี้ว่าการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของสังคม ไม่อาจพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาชุมชนที่สั่งสมมายาวนาน เช่น แนวทางการเกษตรในพื้นที่น้ำท่วมซึ่งสะท้อน Nature-based Solutions ที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน พร้อมกันนี้ เรายังจำเป็นต้องเชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย และแหล่งทุนให้ทำงานสอดประสานกัน ลดช่องว่างระหว่างนวัตกรรมกับการปฏิบัติจริง และปกป้องความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากข้อมูลบิดเบือน ผ่านความร่วมมืออย่างต่อเนื่องทั้งในระดับพื้นที่ ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค เพื่อสร้างระบบป้องกันและบรรเทาผลกระทบที่ยั่งยืนบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์
นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาที่แสดงให้เห็นถึงการหารือบนเวทีสู่การเปลี่ยนผ่านระดับภูมิภาค โดยได้รับเกียรติจากผู้ร่วมเสวนาทั้งภาคสถาบันการเงิน หน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร และองค์กรระหว่างประเทศกว่า 5 ประเทศ อาทิ
Athena Ballesteros – Climate Finance Specialist จากสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute)
Mr. Christopher G. Moore – ผู้ก่อตั้ง Changing Climate Changing Lives (CCCL)
Mr. Todd Wassel – ผู้แทนประเทศไทยประจำ The Asia Foundation
Mr. Toshiyuki Yamasaki – ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายเอเชีย-แปซิฟิกเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก (Asia-Pacific Network for Global Change)
Dr. Madhurima Sarkar-Swaisgood – รองหัวหน้าแผนกการลดความเสี่ยงภัยพิบัติประจำ UNESCAP
Dr. Ria Lambino – ผู้อำนวยการ Future Earth ของสถาบันวิจัยเพื่อมนุษย์และธรรมชาติ (Research Institute for Humanity and Nature (RIHN))
Mr. John Dore – หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้าน Climate resilience & Water Security กระทรวงการต่างประเทศและการค้า ประเทศออสเตรเลีย
Amitaksha Nag – ผู้อำนวยการโครงการ the ASM–Sanjeevan initiative ประเทศอินเดีย
Dr. Segundo Joaquin E. Romero – ประธานเครือข่ายสภามหาวิทยาลัยและการวิจัยเพื่อการพัฒนาความเท่าเทียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัย Ateneo de Manila ประเทศฟิลิปปินส์
Dr. Xiaoyu Fang – ผู้อำนวยการ Future Earth Coasts
ศ. ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ – ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์/ภาคีวิจัย Future Earth Thailand
ผศ. ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล – ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
ดร.ศิวัสน์ เหลืองสมบูรณ์ – ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย
คุณฌนุษกุล สุภิรักษ์ – ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

ผู้เสวนาเห็นตรงกันว่า เอเชียไม่ได้ขาดโครงการนำร่อง (Pilots) และไม่ได้ขาดเงินทุน แต่ขาด “ความสอดคล้อง” และ “สถาปัตยกรรม” (Architecture) ที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ นโยบาย และการเงินเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ และการลงทุนด้าน Resilience ไม่ได้หยุดเพราะขาดเงิน แต่ติดขัดจากความไม่แน่นอน เช่น ความชัดเจนของโครงสร้างโครงการ กฎระเบียบ ข้อมูลที่ยังไม่ถูกแปลให้เห็นถึงความเสี่ยง–ผลตอบแทน และกรอบเวลาที่ไม่สอดคล้องกัน เป็นต้น
เวที Asia Impact Forum 2026 ครั้งนี้ ยังได้สะท้อนสาระสำคัญ ที่ไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความเห็น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดวาง “สถาปัตยกรรมใหม่” ที่จะทำให้เอเชียสามารถเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ นโยบาย และทุนการลงทุน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระยะยาว

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต
Program Management Unit for Frontier Brainpower and Future Industries

319 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
02-109-5432 ต่อ 845
[email protected]

ช่องทางการติดต่อสารบรรณของหน่วยงาน :
[email protected]

      ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่