
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ บพค. พร้อมด้วย ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการ บพค. และ ดร.อรกนก พรรณรักษา คณะทำงานส่งเสริมโปรแกรมพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติและภาคีสำคัญของโลกด้านการวิจัยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่ออนาคต บพค. เข้าพบและหารือร่วมกับหน่วยงานให้ทุนวิจัยชั้นนำของประเทศเยอรมนี ได้แก่ DLR Projektträger (DLR-PT), Deutscher Akademischer Austauschdienst (DAAD) และ Deutsche Forschungsgemeinschaft (DFG) เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระหว่างไทยและเยอรมนี ทั้งในมิติของการพัฒนาทุนวิจัยร่วม การเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักวิจัย และการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงในสาขาเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยการหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยเข้าถึงเครือข่ายทุนวิจัย สถาบันวิจัย และระบบนิเวศนวัตกรรมของเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ในช่วงเช้า คณะผู้บริหาร บพค. ได้เข้าพบผู้บริหารและผู้แทนจาก DLR Projektträger (DLR-PT) ซึ่งเป็นหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยของรัฐบาลเยอรมนี และได้รับงบประมาณสนับสนุนประจำปีจาก Federal Ministry of Research, Technology and Space (BMFTR) โดยมี Dr. Sabine Puch, Deputy Head of Division Asia/Oceania, Mr. Hans Westphal, Head of Indo-German Science & Technology Center และ Dr. Adele Clausen, Senior Scientific Officer ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการบริหารจัดการทุนวิจัยของ DLR-PT

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านทุนวิจัยระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับโมเดลการให้ทุนแบบ 2+2 Consortium ซึ่งประเทศเยอรมนีใช้ในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับประเทศอินเดีย และเป็นโมเดลที่ถูกนำมาใช้ในกับประเทศไทยในการรับข้อเสนอโครงการภายใต้โปรแกรม Thailand–Germany Bilateral Joint Call โดยกำหนดให้แต่ละโครงการมีพันธมิตรจากภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศร่วมดำเนินงาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ บพค. และ DLR-PT ยังได้หารือถึงแนวทางการขยายความร่วมมือจากระดับทวิภาคีไปสู่ความร่วมมือแบบพหุภาคีในอนาคต เช่น การเชื่อมโยงประเทศพันธมิตรด้านเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้เข้าร่วมในกลไกความร่วมมือ เพื่อยกระดับขอบเขตและผลกระทบของโครงการวิจัยให้ครอบคลุมในระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น
จากผลการหารือดังกล่าว บพค. และ DLR-PT ได้อัพเดทความคืบหน้าและยืนยันการเปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัยร่วมทวิภาคีภายใต้ Thailand–Germany Bilateral Joint Call โดยในระยะเริ่มต้น บพค. และ DLR-PT ตั้งเป้าสนับสนุนโครงการวิจัย โดยมีระยะเวลาดำเนินการโครงการละ 3 ปี ในสาขาพลังงานหมุนเวียน ครอบคลุมเทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยฝั่งเยอรมนีร่วมสนับสนุนงบประมาณสูงสุด 300,000 ยูโรต่อโครงการ หรือประมาณ 11.3 ล้านบาท ขณะที่ บพค. จะสนับสนุนงบประมาณฝั่งไทยสูงสุด 132,016 ยูโรต่อโครงการ หรือประมาณ 5 ล้านบาท ทั้งนี้ มีกำหนดเปิดรับข้อเสนอโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้ในเดือนตุลาคม 2570 ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการขยายโอกาสด้านทุนวิจัยร่วมระหว่างไทยและเยอรมนี แต่ยังเป็นการนำแนวทางการบริหารจัดการทุนวิจัยระดับนานาชาติมาต่อยอด เพื่อผลักดันให้งานวิจัยไทยเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและตอบโจทย์เทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงบ่าย คณะผู้บริหาร บพค. ได้เข้าพบและหารือร่วมกับผู้บริหารและผู้แทนจาก DAAD และ DFG โดยมี
ประเด็นสำคัญในการหารือแลกเปลี่ยนเกี่ยวข้องกับการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและการสนับสนุนงานวิจัยขั้นแนวหน้า โดย บพค. ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาโปรแกรม Deep Specialization เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทย โดยเฉพาะนักวิจัยระดับหลังปริญญาเอกและนักวิจัยระดับกลาง ได้ไปเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย หรือห้องปฏิบัติการชั้นนำของเยอรมนี โดย DAAD เห็นว่าแนวทางดังกล่าวมีความเป็นไปได้ และสอดคล้องกับบทบาทของ DAAD ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ
ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงหรือมีสถานะความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในเยอรมนี เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขด้านวีซ่าและการบริหารจัดการ ขณะเดียวกัน ผู้แทนจาก DFG ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการสนับสนุนทุนวิจัยพื้นฐานแบบ Bottom-up ซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัยพัฒนาโจทย์วิจัยจากความเชี่ยวชาญของตนเอง โดยไม่มีการกำหนดหัวข้อหรือโควตาประเทศแบบตายตัว และต้องมี Host ในเยอรมนีเป็นผู้ยื่นข้อเสนอ นอกจากนี้ ยังมีการหารือประเด็น Science Diplomacy และ Knowledge Security ซึ่งเป็นประเด็นที่ยุโรปให้ความสำคัญมากขึ้นในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน โดย DAAD พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสนับสนุนการพัฒนาความรู้ในประเด็นดังกล่าวให้กับประเทศไทยในอนาคต
จากผลการหารือ บพค. และ DAAD เห็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือผ่านกลไกของ KIWi – Centre for International Academic Collaborations โดยเฉพาะการจัดกิจกรรม KIWi Connect / KIWi Matchmaking ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมของไทยได้พบปะและจับคู่ความร่วมมือกับสถาบันและเครือข่ายวิจัยของเยอรมนีโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยไทยเข้าถึงพันธมิตรที่ตรงกับโจทย์วิจัย และสามารถพัฒนาโครงการร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับขั้นตอนต่อไป บพค. จะหารือกับ DAAD อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรูปแบบความร่วมมือในลักษณะ Co-funding หรือ Matching Fund เพื่อพัฒนาโปรแกรม Deep Specialization ที่สามารถรองรับนักวิจัยไทยได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงประสานงานกับทีม KIWi เพื่อวางแผนกิจกรรม Matchmaking ระหว่างนักวิจัยและมหาวิทยาลัยของไทยกับเยอรมนี อันจะเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสให้นักวิจัยไทยเข้าถึงสถาบันวิจัยชั้นนำ เครือข่ายวิชาการ และทุนวิจัยระดับนานาชาติในระยะต่อไป
โดยภาพรวม การเข้าพบ DLR-PT, DAAD และ DFG ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ บพค. ในการขยายความร่วมมือกับระบบวิจัยและนวัตกรรมของเยอรมนีอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของการพัฒนาทุนวิจัยร่วม การเชื่อมโยงนักวิจัยไทยกับสถาบันวิจัยและเครือข่ายวิชาการระดับโลก การส่งเสริมความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงในสาขาเทคโนโลยีแห่งอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยเข้าถึงแหล่งทุน ห้องปฏิบัติการ องค์ความรู้ และพันธมิตรนานาชาติที่มีศักยภาพสูง อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
