บพค. ร่วมเปิดเวที "Global AI สู่ Thai Solutions" ถอดบทเรียนนวัตกรรม AI โลก สู่การวางยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ของไทย

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุม “Global AI สู่ Thai Solutions: บทเรียนนวัตกรรม AI โลก สู่การวางยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ของไทย” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยมี ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา และ ดร.จิตติ มังคละศิริ ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการ บพค. พร้อมด้วย ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล ประธานคณะทำงานส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ เรื่อง “ประเทศไทยเกิดงานใหม่ ทักษะสูง รายได้ดี ใน 3 อุตสาหกรรม (Semiconductor, EV และ AI)” และคณะทำงานฯ เข้าร่วมการประชุม
ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณเจนณรงค์ ทาคูมิ ซาก้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก อาทิ AWS และ NVIDIA เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการจัดทำแผนที่นำทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ของไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บพค. ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญฯ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี ผศ.ดร.อักฤทธิ์ สังข์เพ็ชร มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอลเป็นหัวหน้าโครงการ มีเป้าหมายในการจัดทำแผนที่นำทางด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Roadmap) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ของไทย ให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาด เกิดโอกาสทางธุรกิจ และสร้างรายได้จริงจาก AI Products/Solutions ได้ในช่วงระยะเวลา 3 ปี
ดร.ณิรวัฒน์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ได้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีวิเคราะห์ วิธีการเรียนรู้ และรูปแบบการทำงานร่วมกับมนุษย์ ตั้งแต่การคาดการณ์ภัยพิบัติ การช่วยตัดสินใจ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับการที่สหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (EU AI Act) เพิ่มเติม ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยี กำลังคนและธรรมาภิบาลด้านข้อมูลควบคู่กัน โดยไทยมีจุดแข็งที่สำคัญ คือ ความสามารถในการรับและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่จะผลักดันบทบาทของไทยในเศรษฐกิจโลก

ช่วงการบรรยายพิเศษยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เริ่มจาก Prof. Dr. Noboru Sonehara, Professor Emeritus, National Institute of Informatics (NII) ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอแนวคิด “อธิปไตยทางความคิด” (Cognitive Sovereignty) โดยชี้ว่าทรัพยากรสำคัญที่สุดในยุค AI ไม่ใช่พลังประมวลผล แต่คือความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจของมนุษย์ พร้อมเตือนความเสี่ยงหากปล่อยให้ AI เข้ามาทำหน้าที่แทนกระบวนการคิดทั้งหมด
ด้าน Mr. Naoya Tsuzaki, Practice Head, ASEAN Manufacturing Practice, Consulting Division, NRI Consulting & Solutions (Thailand) Co., Ltd. นำเสนอบทเรียนการสร้างอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) ของญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป โดยอธิบายว่าอธิปไตยทางดิจิทัลไม่ได้หมายถึงการพึ่งพาตนเองทั้งหมด แต่คือความสามารถในการเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างอิสระ พร้อมเสนอให้ประเทศไทยวิเคราะห์การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในแต่ละระดับและจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลที่มีความอ่อนไหว
ขณะที่ Mr. Quinn Cheong, Worldwide Specialist Solution Architect, Physical AI, AWS Singapore และ คุณป่านแก้ว สีหาวงษ์ Thailand Enterprise Country Lead, NVIDIA ได้นำเสนอแนวโน้มของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Physical AI) ที่กำลังเป็นแรงชับเคลื่อนสำคัญของ “เศรษฐกิจอัตโนมัติ” โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและแรงงานลดลง พร้อมชี้ให้เห็นว่าการจำลองสถานการณ์ในโลกเสมือนกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาหุ่นยนต์ที่ช่วยลดต้นทุนและข้อจำกัดด้านข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI ในภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีเวทีเสวนาพิเศษ “ก้าวต่อไปของ AI ไทย: ไทยควรเรียนรู้อะไร ปรับอะไร และเริ่มตรงไหน” ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.วรรณรัช สันติอมรทัต รองคณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี คุณปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) นำเสนอแนวโน้มการก้าวจาก Generative AI สู่ Agentic AI และ Physical AI พร้อมระบุว่าราคาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ลดลงเหลือราว 1 ใน 10 ในเวลาเพียง 3 ปี ส่งผลให้โรงงานชั้นนำของไทยเริ่มทดลองใช้งานจริงมากขึ้น จึงเสนอให้ภาครัฐเปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแล (Regulator) มาเป็นลูกค้ารายแรก (Lead Customer) ของผู้ประกอบการไทย
ดร.วิบูลย์ฯ กล่าวถึงแนวคิด “ทฤษฎีหัวรถจักร” ที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก ผู้ให้บริการบูรณาการระบบ (System Integrator: SI) และตลาดผู้ซื้อ มาร่วมออกแบบกลไกเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์และอุปทาน โดยชี้ว่าอุปสรรคสำคัญของประเทศไทยไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน แต่คือข้อจำกัดของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและช่องว่างความเข้าใจระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับผู้ใช้งาน พร้อมยกตัวอย่างว่าปัจจุบันสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีโรงงานมากกว่า 20,000 แห่ง ซึ่งสะท้อนความต้องการใช้งาน AI ในภาคอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง หากสามารถเชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้ คุณพูลศิริ วงศ์วิเศษกิจ Senior ISV Account Manager, AWS ประเทศไทย และ คุณป่านแก้วฯ จาก NVIDIA ได้แนะนำโครงการสนับสนุนระบบนิเวศ AI และสิทธิประโยชน์ด้านเครดิตหน่วยประมวลผลสำหรับสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และมหาวิทยาลัยไทย

สำหรับช่วงบ่ายเป็นการประชุมเชิงลึกในหัวข้อ “Human-Centric Sovereign AI and Data Governance” เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือเชิงลึกระหว่างผู้ให้บริการบูรณาการระบบ (SI) กับภาคอุตสาหกรรมผู้ใช้งานครอบคลุมประเด็นการลดช่องว่างด้านการสื่อสารเชิงเทคนิค การประยุกต์ AI ในกระบวนการผลิต การพัฒนากำลังคนและการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
เวทีดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ของไทย ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเร่งให้เกิดการพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต
Program Management Unit for Frontier Brainpower and Future Industries

319 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
02-109-5432 ต่อ 845
[email protected]

ช่องทางการติดต่อสารบรรณของหน่วยงาน :
[email protected]

      ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่